top
logo

Main Menu

Resources


feed-image Feed Entries
Home Archives บทความ
บทความ
ผ่าระบบ SCM กับ Infor PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Wednesday, 09 June 2010 22:01

LOGISTICS Digest  

08 Jun 10 ,  Editorial

 

บริษัท IT ชั้นนำของโลกด้านซัพพลายเชนเสนอทางเลือกและมุมมองน่าคิดที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม่ควรมองข้าม หากเป้าหมายคือคุณภาพและความสำเร็จ

 

ผู้คนทั่วไปในประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยอาจไม่ค่อยคุ้นกับชื่อ Infor ประเทศไทยมากนัก เพราะเป็นบริษัทที่เพิ่งเติบโตมาไม่ถึง 10 ปี แต่สำหรับภูมิภาคอื่นแล้วชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีอย่างแพร่หลายทั้งในยุโรปและอเมริกา


“ในธุรกิจอุตสาหกรรมด้านไอทีเทคโนโลยี ชื่อ Infor ไม่ต่างจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เพียงแต่ต่างกันตรงที่ ไมโครซอฟท์มุ่งเน้นในเชิงวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การผลิตคิดค้นผลิตภัณฑ์อันเป็นนวัตกรรมสู่ตลาด บริษัทของเรามุ่งคิดค้นและพัฒนาซอฟแวร์ที่ใช้เพื่อสนับสนุนและพัฒนาในภาคธุรกิจ” คุณรณชาติ มหัทธนะพฤทธิ์ Country Director บริษัท Infor Global Solutions (Thailand) กล่าว


Infor เป็นบริษัทที่ผลิตและติดตั้งซอฟแวร์เพื่อช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการสำหรับบริษัท กลุ่มบริษัท หรือ Business Application software ของสหรัฐอเมริกา โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการให้ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ได้แก่ Supply Chain Management (SCM), Enterprise Resource Planning (ERP), Performance Management (PM), Enterprise Asset Management (EAM),Financial Management (FM) และ Customer Relationship Management (CRM) สำหรับสำนักงานในประเทศไทยเป็นสาขาหนึ่งที่จัดจำหน่ายและให้บริการซอฟแวร์ดังกล่าว และมีลูกค้าในประเทศไทยนับร้อยราย

รณชาติ มหัทธนะพฤทธิ์ Country Director, Infor Global Solutions (Thailand)

 

รณชาติ มหัทธนะพฤทธิ์ Country Director, Infor Global Solutions (Thailand)

 

Demand Planning วางแผนระบบการผลิต


Infor มีผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์ในกลุ่ม SCM ให้เลือกตามความเหมาะสมของธุรกิจและความต้องการของลูกค้า ได้แก่ 1) Demand Planning 2) Advanced Planning และ 3) Advanced Scheduling


“ซอฟแวร์ทั้งสามตัวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การบริหารจัดการซัพพลายเชน (supply chain) ของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทำให้การบริหารและจัดการสะดวกและง่ายขึ้น ลดขั้นตอนการดำเนินการ ลดความยุ่งยากและการสูญเสีย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ ลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว” คุณรณชาติ อธิบาย


Demand Planning เป็นซอฟแวร์ที่ช่วยการวางแผนการทำงานให้แก่ระบบการผลิตในโรงงาน สามารถกำหนดได้โดยใช้ตัวเลข order เป็นตัวกำหนด หรือใช้ตัวเลขประมาณการณ์ล่วงหน้า (Forecast Figure) เช่น ซีพีฟู้ด หรือ เบทาโกร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือตั้งแต่การเลี้ยงไก่ในโรงเลี้ยง การชำแหละในโรงงานชำแหละ การบรรจุ แล้วยังมีการแยกสินค้าออกเป็นไก่สดแช่แข็ง และไก่ชุบแป้งทอด บทบาทของซอฟแวร์ก็จะพิจารณาจำนวนไก่ที่ชำแหละต่อวัน ต้องใช้กี่เมตริกตัน หรือจำนวนไก่แช่แข็งที่ต้องการผลิตให้ลูกค้า ต้องการกี่เมตริกตันหรือกี่แพ็ค 


“Demand Planning เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีระบบการผลิตมากกว่า 1 โรงงาน (Multi-Factory system) ส่วน Advanced Planning เป็นซอฟแวร์อีกตัวที่คล้ายคลึงกับ Demand Planning แต่เหมาะสมกว่าในกรณีที่โรงงานหรือสถานที่ผลิตตั้งอยู่กระจายแยกมากกว่าแห่งเดียว” คุณรณชาติ กล่าวเพิ่มเติม


อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการมีธุรกิจที่ใช้กระบวนการผลิตในลักษณะโรงงานเดียว ซอฟแวร์ Advanced Scheduling จะเหมาะสมกว่าสองตัวแรก แม้จะมีสนับสนุนระบบการทำงานคล้ายคลึงกันก็ตาม

 Warehouse Management Solution 

 

ซอฟแวร์ WMS (Warehouse Management System) ของ Infor ช่วยในการบริหารการจัดเก็บสินค้าทุกประเภท ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยช่วยในการควบคุม shelf life แต่ละประเภท แยกประเภทของสินค้า การหยิบหรือจัดส่งสินค้าก่อนหรือหลังตามเงื่อนไขที่ต้องการ

 

“เราดูเงื่อนไขการหมดอายุของสินค้า การหยิบสินค้าตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้เรายังช่วยออกแบบพื้นที่ในการจัดเก็บด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งยังช่วยแก้ปัญหาสินค้าเสียหรือหมดอายุ ลดการเสียเวลาในการค้นหาหรือจัดวาง ขนส่ง หรือสินค้าสูญหายไปจากคลังสินค้า” คุณรณชาติ กล่าว


ธุรกิจ 3 กลุ่มหลักที่นิยมใช้ซอฟแวร์ Warehouse Management ของบริษัท Infor ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจ Retail หรือ Modern Trade กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ (Auto Parts) ตลอดจนกลุ่มธุรกิจ Third Party Logistics (3PLs) หรือลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจรับจ้างบริหารจัดการคลังสินค้าให้ธุรกิจการผลิตอีกทอดหนึ่ง


คุณรณชาติ อธิบายว่า สินค้าในคลังสินค้ามักมีจำนวนมากหรือหลากหลายประเภทจนมักตกค้าง หมดอายุหรือเสื่อมสภาพ ทำให้สูญเสียทั้งสินค้าและยังเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ผลิตและพื้นที่จัดเก็บ นอกจากนั้นการจัดวางที่ไม่เป็นระบบ หรือมีระบบที่ขาดประสิทธิภาพ ทำให้เสียเวลาในการจัดเก็บ การค้นหา การขนส่งภายในคลังสินค้า การใช้พื้นที่ไม่คุ้มค่า การตกค้างของสินค้าเนื่องจากหาไม่พบ หรือแม้กระทั่งการนำไปสู่การขนถ่ายสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตและยากต่อการตรวจพบ


ดังนั้น Infor จึงช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เพราะ WMS สามารถบริหารจัดตามชนิด จำนวน วันหมดอายุของสินค้าในคลังสินค้า เช่น การจัดระบบ ‘ผลิตก่อน หยิบก่อน (first in –first out)’ และยังช่วยออกแบบและบริหารพื้นที่จัดเก็บภายในคลังสินค้าให้เหมาะสมอีกด้วย กระบวนการทั้งหมดจะช่วยลดขั้นตอน ลดเวลา เพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพระบบจัดการคลังสินค้า


”ผลลัพธ์เห็นได้ชัดเจน เช่นเราสามารถช่วยลดเวลาจาก 8 ชั่วโมง เหลือ 2 ชั่วโมง หรือในธุรกิจ auto parts เราลด cost ให้ลูกค้าจากปัญหาสินค้าในสต็อคหายไปได้มีมูลค่าถึง 10 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเดิมกว่าจะทราบเรื่องก็ตอนตรวจเช็คสต็อคที่กว่าจะทราบก็ตอนสิ้นปี” รณชาติ เปิดเผยถึงผลลัพธ์ที่เกิดตามมา

 

Transportation Management Solution 


ซอฟแวร์ Transportation Management นี้ช่วยให้การจัดส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์ เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ด้วยวิธีบริหารจัดการเส้นทางการขนส่ง (route) โดยคำนึงถึงจำนวนเส้นทาง จำนวนสถานที่หรือสาขาที่ต้องจัดส่ง ระยะทางการขนส่ง ความถี่ของการจัดส่ง ปริมาณสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการจัดส่ง การจัดวางบนยานพาหนะเพื่อการขนขึ้น-ลง ตามลำดับก่อนหลัง การจัดส่งตรงตามวันเวลาที่ต้องการ ตลอดจนช่วยจัดกลุ่มการส่ง (group order) ในกรณีมีลูกค้ามากกว่า 1 รายในเส้นทางเดียวกัน


ในขณะเดียวกัน ระบบซอฟแวร์นี้ยังช่วยบริหารพื้นที่ของพาหนะให้สามารถบรรทุกได้มากและเหมาะสมที่สุด โดยคำนึงถึงขนาดของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่บรรทุก ขนาดของยานยนต์ที่ใช้ขนส่ง


รณชาติ อธิบายด้วยว่า ซอฟแวร์ Transportation Management ทำให้ลูกค้าสามารถคำนวณพื้นที่รถ ขนาดและรูปทรงของบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งให้สอดคล้องกัน จึงช่วยกำหนดจำนวนรถที่จะใช้ ประเภทและขนาดของรถที่มีหรือต้องการใช้ให้เหมาะสม จำนวนคนขับหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการขนส่ง เชื้อเพลิงที่ต้องใช้ในการขนส่ง นอกเหนือจากนั้น ยังรวมไปถึงการบริหารจัดการขนส่งเที่ยวกลับด้วยในกรณีที่ลูกค้าต้องการขนส่งวัตถุดิบ กล่องหรือลัง หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ มากับรถ


“ซอฟแวร์ Transportation Management ช่วยบริหารจัดการปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งจนทำให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนลงได้มาก ภาพรวมจากการให้บริการของเรา คือช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้าลงได้ไม่ต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์จากต้นทุนเดิม ซึ่งปกติในแง่ของลูกค้า การลดต้นทุนได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เขาก็แฮปปี้เพราะคุ้มกับการลงทุนแล้ว” รณชาติ เล่าพร้อมรอยยิ้ม

 

ERP ตัวใหม่สำหรับอาหาร เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์ 


ซอฟแวร์ส่วนใหญ่ที่บริษัท Infor ให้บริการ ถูกวิจัยค้นคว้าและพัฒนาขึ้นในต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ โดยการรวบรวมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์คร่ำหวอดจากหลากหลายสาขาในแวดวงธุรกิจและอุตสาหกรรม ส่วนในประเทศไทยจะเน้นให้การบริการ ติดตั้ง และให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังติดตั้งเป็นหลัก


“ตัวซอฟแวร์ของเราเป็น Best Practice Package อยู่แล้ว ซึ่งปกติประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ก็จะตรงกับความต้องการของลูกค้า จะปรับก็เพียงเล็กน้อยให้สอดคล้องกับรายละเอียดในระบบ ITและธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย” รณชาติ กล่าว และยังเผยด้วยว่าภายในปีนี้ Infor จะมีซอฟแวร์อีกชนิดคือ Enterprise and Resource Planning (ERP) ซึ่งออกแบบสำหรับช่วยธุรกิจแปรรูป (Process) ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์


ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากสหรัฐอเมริกาช่วงปี 2007 และลุกลามส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จนถึงช่วงปลายปี 2008 แต่ Infor (Thailand) สามารถพลิกฟื้นจากวิกฤตกลับมาได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2009 เป็นต้นมา


“ตั้งแต่ปี 2007 แม้จะมีเหตุการณ์หลายอย่าง (ทั้งเศรษฐกิจโลกและการเมือง) ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ตัวเลขยอดขายจริงของเราไม่ได้รับผลกระทบและไม่ลดลงเลยตลอดระยะ 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากฐานลูกค้าของเรามีมากถึงราว 500 ราย เราดูแลความสัมพันธ์และพูดคุยกับลูกค้าของเราตลอดเป็นอย่างดี” เขาเล่าจากประสบการณ์ของตนเองและทีมงาน ซึ่งไม่เพียงสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าจากซอฟแวร์ที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าแต่ละราย


“มีลูกค้าของเราขอให้ช่วยจัดการว่า สินค้าที่เขาผลิตและจำหน่ายแล้ว แต่ลูกค้าของเขาฝากเก็บไว้ก่อน เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ของลูกค้า เราก็ต้องคิดและทำให้ได้ว่าจะจัดให้เข้ากับระบบอย่างไร ด้วยซอฟแวร์ของเรา ซึ่งไม่มี Requirement แบบนี้ในประเทศอื่น พบแห่งเดียวที่เมืองไทย” รณชาติ เล่าพร้อมรอยยิ้ม


อย่างไรก็ตามผู้บริหารของ Infor (Thailand) ให้ข้อคิดที่ผู้ประกอบการที่สนใจหรือกำลังมองหาซอฟแวร์มาช่วยกระบวนการผลิตหรือจัดการคลังสินค้าว่า การลงทุนด้าน IT อาจดูเป็นเรื่องจับต้องไม่ได้ และเหมือนจะไม่สำคัญเท่าลงทุนด้านเครื่องจักรกลซึ่งเพิ่มผลผลิตและรายได้โดยตรง แต่แท้จริงแล้วในภาพรวม IT กลับช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้เนื่องจากลดเวลา แรงงาน ขั้นตอนการทำงาน จัดระบบระเบียบ ลดการสูญเสียและเพิ่มความถูกต้องแม่นยำ ซึ่งสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นให้เกิดกับลูกค้าของตนได้มากในที่สุด


“แต่การเลือกใช้ซอฟแวร์ ไม่ควรดูแค่ฟังก์ชั่นของสินค้า แต่ต้องดูทีมงานที่จะติดตั้งและทีมที่ปรึกษาควบคู่ไปด้วย ทีมงานที่ดีมีประสบการณ์ สามารถทำให้สินค้าที่ไม่แตกต่างกันนักมีคุณค่าเพิ่มขึ้น แต่ถ้าทีมงานขาดประสบการณ์ อาจทำให้สินค้าที่ดีมีค่าน้อยกว่าที่ควร” รณชาติ กล่าวทิ้งท้าย

 

Infor จัดว่าเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกในตลาดซัพพลายเชน (Supply Chain Software) และให้บริการแก่บริษัทกว่า 1,500 แห่งทั่วโลก ส่วนในประเทศไทย บริษัทฯเป็นผู้นำในตลาดซอฟแวร์สำหรับบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) โดยมีลูกค้าเป็นกลุ่มธุรกิจหรือบริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว เช่น ร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น (7 eleven), โรงงานยาสูบ, เบทาโกร (Betagro) เป็นต้น ซอฟแวร์ของ Infor ไม่ได้จบลงเพียงแค่ระบบการผลิต การบริหารจัดการคลังสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงขั้นต่อไป คือการบริหารจัดการด้านการขนส่ง (Transportation Management) นอกเหนือจากซอฟแวร์ทั้ง 3 ชนิดสำหรับช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการผลิตแล้ว Infor ยังมีซอฟแวร์ที่ช่วยในการบริหารจัดการสถานที่จัดเก็บสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ หรือ Warehouse Management (WM)

ที่มา: http://www.logisticsdigest.com/

 

Last Updated on Wednesday, 09 June 2010 22:07
 
รู้จัก IBM DB2 9.7 PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Tuesday, 06 October 2009 13:05

 

DB2 นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ระบบจัดการฐานข้อมูล (RDBMS) ของ IBM ปัจจุบันถูกเรียกว่า IBM DB2 Data Server ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม IBM Information Management Software IBM DB2 Data Server แบ่งเป็นหลายแบบตามความเหมาะสมในการใช้งาน DB2 สามารถทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่เครื่อง PC จนกระทั่งถึงเมนเฟรมคอมพิวเตอร์

DB2 เวอร์ชั้น 9.7
DB2 เวอร์ชั่น 9.7 ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมกำลังองค์กรธุรกิจในการเพิ่มประสิทธิภาพ และประหยัดเวลา รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายสำคัญ ๆ เพื่อรับมือเศรษฐกิจขาลง โดย DB2 เวอร์ชั่น 9.7 มาพร้อมกับความสามารถอันโดดเด่น อาทิเช่น

  • ฟังก์ชั่นที่เปิดโอกาสให้ DB2 สามารถทำงานบนเทคโนโลยีหรือภาษาของซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาษาพีแอล/เอสคิวแอล (PL/SQL) เอสคิวแอล/พีเอสเอ็ม (SQL/PSM) หรือ เจดีบีซี (JDBC) เป็นต้น ซึ่งฟังก์ชั่นดังกล่าวนี้เอง เปิดโอกาสให้องค์กรสามารถใช้ DB2 เวอร์ชั่นใหม่แทนซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลอื่นที่ใช้อยู่เดิมได้ทันที อีกทั้งยังได้รับความคุ้มค่ามากกว่าด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าอีกด้วย
  • ความสามารถในการบีบอัดข้อมูลขั้นสูง (Data Compression Technology) เทคโนโลยีดังกล่าวใน DB2 เวอร์ชั่นใหม่นี้ ช่วยลดปริมาณพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในอุปกรณ์สตอเรจลงได้อย่างมหาศาล ซึ่งช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการทำงานของระบบจัดเก็บข้อมูล รวมทั้งยังทำให้ทีมงานที่บริหารจัดการข้อมูลในองค์กรทำงานง่ายขึ้นอีกด้วย
  • การรองรับเทคโนโลยีทางด้านเอ็กซ์เอ็มแอล (Extensible Markup Language – XML) อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยความสามารถของ DB2 เวอร์ชั่นใหม่ที่สนับสนุนเทคโนโลยีเอ็กซ์เอ็มแอล (pureXML) นี้เอง ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร สามารถทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

แนวทางการนำไปใช้งาน
เนื่องจากแนวทางในการพัฒนา DB2 เวอร์ชั่น 9.7 นี้พัฒนามาเพื่อแย่งตลาด Oracle ดังนั้นจึงพัฒนามาในแนวคิดที่ว่า ” Lower costs. Easy to use. Secure.” และเหมาะสำหรับองค์กรที่มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก ซึ่งหากต้องการหาระบบจัดการฐานข้อมูลที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงนั้น DB2 เวอร์ชั่น 9.7 นี้น่าสนใจมากทีเดียว

แนวโน้มการพัฒนาในอนาคต
IBM DB2 เวอร์ชั่น 9.7 นี้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเวอร์ชั่นก่อนหน้าคื 9.5 และในอนาคตนั้นคงจะพัฒนาให้เน้นไปที่เรื่องของควาสามารถด้าน PureXML ให้สะดวก ง่ายและรวดเร็ว ตามแนวคิด “Lower costs. Easy to use. Secure.” เพื่อต่อยอดในเวอร์ชั่นนี้ต่อไป แต่ทั้งนี้คงต้องติดตามเรื่องผลลัพธ์หรือ Feedback ของการนำไปใช้งานจริงเสียก่อน เพราะเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมานี้เอง ดังนั้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปนะ….พี่น้อง….

PureXML
หลายๆ คนอาจสงสัยว่า PureXML คืออะไรละสิ..เหมือนกันเลย สงสัยอยู่เหมือนกัน แต่หลังจากที่ได้ไปหาข้อมูลอ่านโดยคร่าวๆ แล้วอะนะ..เจ้า PureXML นี้ก็คือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลชนิดนึ่งซึ่งง่ายต่อการนำไปใช้งาน หรือการเรียกใช้งาน คือสนับสนุนการจัดการฐานข้อมูลแบบ RDBMS ,XML Database ซึ่งเพิ่งมีมาไม่กี่ปีนี้เอง
ความพิเศษก็คือสามารถเก็บข้อมูล สร้างตาราง ต่างๆ ได้ด้วยการเขียนเป็นภาษา XML และยังแสดงผลเป็นภาษา XML ได้อีกต่างหาก…ส่วนพี่ๆ น้องๆ คนไหนสนใจเพิ่มอีกก็ลองไปหาอ่านดูนะคะ

ที่มา:
http://www.ibm.com/developerworks/data/library/techarticle/
0301jones/0301jones.html

http://www.arip.co.th/news.php?id=409292


 
รู้จัก IBM WebSphere Portal PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Thursday, 17 September 2009 20:51

 

IBM WebSphere Portal รองรับการปรับใช้ SOA สำหรับโซลูชั่นทางธุรกิจและเทคโนโลยี Web 2.0 จึงทำให้ผู้ใช้สามารถประกอบสร้างแอปพลิเคชั่นตามสถานการณ์ โดยอ้างอิงบทบาทหน้าที่ ความชอบส่วนบุคคล หรือความสนใจในอาชีพการงาน  การปรับแต่งนี้อาศัยเทมเพลตของแอปพลิเคชั่นแบบ Composite ของพอร์ทัล, แผงพอร์ตเล็ตที่รองรับการลากและปล่อย, เครื่องมือการเชื่อมโยงผ่านทางเบราว์เซอร์, คอมโพเนนต์ที่กำหนดค่าได้หลายพันคอมโพเนนต์ รวมทั้ง IBM Portlet for Google Gadgets  ผู้พัฒนาจะสามารถใช้ประโยชน์จากรีลีสใหม่ของ WebSphere Portlet Factory ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมการพัฒนาพอร์ตเล็ต พร้อมด้วยคอมโพเนนต์ AJAX แบบสำเร็จรูป ซึ่งรองรับการสร้างแอปพลิเคชั่นบนเบราว์เซอร์โดยใช้การชี้และคลิก (point and click)

 

แนวทางใหม่ในการเชื่อมโยงคุณเข้ากับข้อมูลทางธุรกิจ

          ในโลกของการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้นำต้องมีความสามารถในการกลั่นกรอง คิดค้นและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ได้รวดเร็วและถูกต้องมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ข้อมูลมีจำนวนและวิธีการเก็บในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น หน่วยงานในองค์กรจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการรวบรวมและเลือกสรรข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
          พอร์ทัล (Portal) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อกับผู้ใช้งานซึ่งต้องการข้อมุล ไม่ว่าจะเป็นผู้ใชงานในองค์กร ลูกค้า ซัพพลายเออร์หรือ บริษัทคู่ค้าที่ต้องการทำธุรกิจกับคุณ โดยคำนึงถึงว่าแต่ละบุคคลต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน และต้องการลักษณะเฉพาะ (Personalization) โดยพอร์ทัลที่จะเป็นตัวกลางนำเสนอข้อมูลระหว่างแหล่งของข้อมูลกับผู้ใช้ โดยทำหน้าที่ในการรวบรวมและคิดแยกข้อมูลจากแหล่งเก็บข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลแอพพลิเคชันขององค์กรเอกสารต่างๆ หรือเว็บเพจ โดยจะนำข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้มานำเสนอผ่านอินเทอร์เฟชเดียวคือ เว็บบราวเซอร์ที่ผู้ใช้สามารถนำเอข้อมูลไปใช้ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ดังนั้นเป้าหมายของพอร์ทัลคือ ต้องตอบสนองความต้องการข้อมูลในธุรกิจที่มีความหลากหลายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

เชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับธุรกิจ

          พอร์ทัลจะทำหน้าที่เตรียมโครงสร้างของระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับผู้ใช้ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานขององค์กรสามารถทำงานของตนบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนอย่างมีประสิทธิผลมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานคนเดียว หรือทำงานเป็นทีมก็ตามผลิตภัณฑ์ในตระกูล IBM WebSphere Portal จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างพอร์ทัลส่วนตัว ที่มีประสิทธิภาพให้กับพนักงานขององค์กรทั้งหมดได้ และด้วยการเชื่อมต่อกับโซลูชันของบริษัทคู่ค้าอย่างใกล้ชิดจะทำให้ลูกค้าสร้างและมีแอพพลิเคชันที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างครบถ้วนซอฟต์แวร์ WebSphere Portal ยังสามารถช่วยองค์กรในการลดค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะต้องเกิดขึ้นเนื่องจากการสร้างและประกอบเทคโนโลยีของแอพพลิเคชันข้อมูล และจัดสรรระบบรักษาความปลอดภัยให้น้อยลง เนื่องจากการเป็นโซลูชันที่ครบวงจรสมบูรณ์แบบในตัวนั่นเอง

 

โครงสร้างสำหรับการสร้างพอร์ทัลที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง

          ด้วยโซลูชันจากไอบีเอ็มจะทำให้การเข้าใช้ข้อมูลแบบไดนามิกทำได้รวดเร็วและมีความเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น ทั้งแอพพลิเคชันและผู้ใช้สามารถเข้าถึงพอร์ทัลที่เตรียมไว้สำหรับการติดต่อระหว่าง Business-to-Customer (B2C), Business-to-Business (B2B) และ Business-to-Employee (B2E) ซอฟต์แวร์พอร์ทัลที่ทรงประสิทธิภาพนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างพอร์ทัลที่สามารถขยายขนาดตามความต้องการใหม่ ๆ ของธุรกิจได้ง่ายอย่างที่ต้องการ สำหรับโครงสร้าง WebSphere Portal มีเซอร์วิสพื้นฐานอย่างเช่น การเชื่อมต่อและการผนึกกำลังของแอพพลิเคชันต่างๆ ในองค์กร (Integration) การดูแลระบบ และการนำเสนอข้อมูลด้วยการปรับปรุงในส่วนของการเชื่อมต่อ จะทำให้ผู้ใช้สามารถกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งในและนอกองค์กรได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งก็รวมถึงแอพพลิเคชันของบริษัทคู่ค้าด้วยเช่นกัน ด้วยการปรับปรุงในส่วนของการนำเสนอ (User Interface)จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งหน้าจอในการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองรูปแบบการทำงานและความต้องการที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเอง
          ด้วยพอร์เล็ต (Portlet) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเทคโนโลยีพอร์ทัล จะช่วยในการควบคุมขั้นตอนของกิจกรรมและการแสดงข้อมูลส่งผลให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลาซอฟต์แวร์ WebSphere Portal ยังมีเครื่องมือพิเศษสำหรับผู้ใช้ที่มีทักษะแตกต่างกัน เช่น เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบ พนักงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือกระทั่งโปรแกรมเมอร์ภาษาจาวา ซึ่งผู้ใช้เหล่านี้สามารถกำหนดพอร์เล็ตได้ตามความต้องการ
          ส่วนลูกค้าของธุรกิจที่ต้องการข้อมูลที่เกี่ยวข้องและอัพเดตอยู่เสมอ ในซอฟต์แวร์ WebSphere Portal ธุรกิจสามารถกำหนดรายละเอียดของหน้าตาและข้อมูลให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ให้แตกต่างกันได้คุณสมบัตินี้จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งนั่นก็หมายถึงจำนวนยอดขายที่สูงขึ้นตามไปด้วย
          นอกจากนี้ซอฟตืแวร์ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีในการกำหนดกฎทางธุรกิจและกลไกการทำงานร่วมกันของผู้ใช้ องค์กรสามารถกำหนดรายละเอียดการแสดงข้อมูลให้แตกต่างกันได้ในผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มตัวอย่างเช่น องค์กรอาจจะกำหนดให้แสดงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายหรือแสดงข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจให้กับลูกค้าหรือบริษัทคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

 

การวิเคราะห์และปรับปรุงความถูกต้องของพอร์ทัล

          ซอฟต์แวร์ WebSphere Portal สามารถเพิ่มเทคโนโลยีในการวิเคราะห์เว็บชั้นสูงเข้าไปได้ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรมีข้อมูลดิบเพื่อใช้ในการทำให้เว็บพอร์ทัลของตนเองมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเครื่องมือในการวิเคราะห์เว็บระดับองค์กรนี้ สามารถแปลงข้อมูลบนเว็บที่กระจัดกระจายอยู่ให้กลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจ อีบิสซิเนสด้วยการใช้คุณสมบัติของการวิเคราะห์แนวโน้มแบบเจาะลึก การวิเคราะห์การใช้งาน ประสิทธิภาพและข้อมูล ด้วยผลลัพธ์ของการวิเคราะห์เหล่านี้ จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการทำการตลาด การเลือกข้อมูลและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อย่างตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

 

ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

          เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ในธุรกิจมักไม่ได้เก็บไว้ในรูปแบบที่มีโครงสร้างเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นจดหมายของลูกค้า ใบสั่งสินค้า แบบฟอร์มส่งสินค้า รายงาน แฟกซ์เสียงหรือแม้แต่วีดีโอ ซอฟต์แวร์ WebSphere Portal มีฟังก์ชันในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการจากแหล่งที่มีความหลากหลายเหล่านี้ ด้วยการดึง วิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ให้กับข้อมูล จะช่วยให้องค์กรเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล บุคลากร หัวข้อและกิจกรรมของผู้ใช้ให้สอดคล้องกับธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาคำตอบหรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
          โซลูชันของ WebSphere Portal สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนเบื้องต้นในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้และยังมีจุดเด่นที่ตัวแทนนี้สามารถกำหนดและเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าแต่ละคนต้องการได้อีกด้วยและถ้าลูกค้าต้องการข้อมูลเชิงลึก พนักงานของธุรกิจที่รับผิดชอบก็สามารถดูรายละเอียดของลูกค้า ตรวจสอบความต้องการหรือฟังเสียงจากโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาล่าสุดได้ ซึ่งทั้งหมดสามารถทำได้ผ่านทางเว็บเพจพอร์ทัลนั่นเอง
          ในพอร์ทัลยังมี Repository ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับกับองค์กรขนาดใหญ่โดยสามารถบันทึก ทำดรรชนี จัดเก็บ ค้นหา และกระจายข้อมูลดิจิตอลได้อย่างหลากหลายตั้งแต่ HTML, XML,รูปภาพ, เอกสารออฟฟิศ, ไฟล์เสียง และวีดีโอ โดยมี folder Management ที่ช่วยผู้ใช้ในการค้นหาสิ่งที่ต้องการให้ทำได้เร็วและถูกต้องมากขึ้น ส่วนคุณสมบัติ Document Workflow ทำให้ผู้ใช้หลาย ๆคนทำงานบนเอกสารตัวเดียวกันได้พร้อมกัน คุณสมบัติ VersionControl คอยจัดการเอกสารและออบเจ็กที่มีหลายเวอร์ชัน นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการจัดการอีกเป็นจำนวนมากเพื่อให้ธุรกิจสามารถควบคุมข้อมูลซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่าในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ความปลอดภัย สิ่งที่ไม่อาจมองข้าม

          ข้อมูลเป็นทรัพย์สินที่สำคัญของธุรกิจ ซอฟต์แวร์พอร์ทัลจากไอบีเอ็มได้รับการออกแบบพร้อมกับเทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภัยเพื่อรองรับกับปริมาณข้อมูลจำนวนมากจากผุ้ใช้ที่หลากหลาย ด้วยกลไกการตรวจพิสูจน์ความเป็นตัวตน (Authentication)และการควบคุมการเข้าใช้ (Access Control) สำหรับแอพพลิเคชันและทรัพยากรที่มีอยู่จะทำให้มั่นใจได้ว่า ลูกค้า ซัพพลายเออร์ พนักงานและบริษัทคู่ค้าจะสามารถทำงานกับข้อมูลแบบออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย
          ซอฟต์แวร์ IBM WebSphere Portal จะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาติดตั้งและดูแลพอร์ทัลขององค์กรทุกระดับได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุดด้วยการปรับปรุงในส่วนของการติดตั้งให้ทำได้ง่ายขึ้น ซอฟต์แวร์พอร์ทัลนี้จะช่วยให้องค์กรสร้างระบบอีบิสซิเนสขึ้นมาได้ตรงกับความต้องการ ในเวลาไม่นาน และที่สำคัญคือมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมในอนาคต ซอฟต์แวร์ WebSphere Portal จึงนับได้ว่าเป็นพอร์ทัลชั้นแนวหน้า เป็นระบบจัดการข้อมูลประสิทธิภาพสูงรวมทั้งยังมีเทคโนโลยีเพื่อผสานระบบการทำงานและการรักษาความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง.

 

ที่มา: http://www.cansmile.com/webboard/index.php?topic=720.0;wap2
 

Last Updated on Thursday, 17 September 2009 20:54
 
รู้จัก DB2 Universal Database (DB2 UDB) PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Thursday, 17 September 2009 20:26

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                      DB2 Universal Database (DB2 UDB) คือฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจระดับกลางและเล็กโดยเฉพาะ พร้อมด้วยคุณสมบัติและความสามารถในราคาที่ประหยัดที่สุดในอุตสาหกรรม ความสามารถประกอบไปด้วย การปรับแต่งระบบและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ธุรกิจสามารถดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องปิดหรือรีสตาร์ทระบบใหม่เพื่อทำการแก้ไข มีอินเตอร์เฟสที่ใช้งานได้ง่าย ทำงานยืดหยุ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในการทำงานของระบบได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังเป็นการลดความซับซ้อนของระบบช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ง่ายดาย 

                      DB2 รองรับทั้งแพลตฟอร์ม Windows และ Linux อีกทั้งยังสนับสนุนการทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับแอพพลิเคชั่น ผ่าน API ทั้งบน JAVA และ .NET จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาระบบฐานข้อมูลที่มีความยืดหยุ่น และสามารถผสานเข้ากับแอพพลิเคชั่นของธุรกิจได้อย่างไร้รอยต่อ DB2 UDB Express Edition สนับสนุนอินเตอร์เฟสในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายอย่าง ODBC, OLE, DB, ADO, ADO.NET, JDBC, SQLJ, DB2 CLI และ Embedded SQL รวมไปถึงอินเตอร์เฟสใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง XML และเว็บเซอร์วิส นอกจากนี้ DB2 UDB Express Edition ยังมี Add – In อย่างเช่น WebSphere Studio Application Developer, Microsoft Visual Studio.NET 2002, Microsoft Visual Basic, Microsoft Visual++ และ Microsoft Visual InterDev ที่จะใช้กับทูลในการพัฒนาโปรแกรมที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม หากคุณคือผู้พัฒนาโซลูชั่นหรือซอฟท์แวร์ คุณสามารถพัฒนาต่อเนื่องบนมาตรฐานแบบเปิด เพื่อช่วยลดเวลาในการพัฒนาระบบ ทำให้สามารถส่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการพัฒนาระบบให้กับองค์กรได้อีกมาก


ประวัติ ไอบีเอ็ม ดีบีทู

DB2 มีประวัติยาวนานและถูกมองว่าเป็นระบบฐานจัดการฐานข้อมูลแรกที่ใช้ภาษา SQL (SQL คิดค้นโดย ไอบีเอ็ม)

ชื่อ "DB2" ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อค.ศ. 1983 เมื่อ ไอบีเอ็ม ส่ง DB2 ซึ่งทำงานกับระบบปฏิบัติการ MVS บนเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ก่อนหน้านี้ ไอบีเอ็ม เคยออกผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า SQL/DS ซึ่งเป็นระบบจัดการฐานข้อมูลเหมือนกันแต่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ VM บนเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์มาก่อนแล้ว สำหรับระบบจัดการฐานข้อมูลที่เป็นตัวต้นแบบนั้นถูกพัฒนามาตั้งแต่ยุค 1970s ซึ่งถูกเรียกว่า System R และถูกนำมาใช้งานร่วมกับเครื่อง System 38 ในยุคปี ค.ศ. 1968 Dr. E.F. Codd (ซึงทำงานอยู่ที่ ไอบีเอ็ม) ได้นำเสนอโมเดลเชิงสัมพันธ์ ซึ่งมีหลักการอยู่บนพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาของโมเดลฐานข้อมูลแบบเดิม ไอบีเอ็ม ก็ได้นำแนวคิด ของ Dr. E.F. Codd ไปสร้างระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่ชื่อว่า System R ขึ้น และพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อย จนเป็น DB2 รวมถึงการพัฒนาภาษา SEQUEL เพื่อใช้สำหรับเรียกดูและจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ในช่วงปีต่อมาคือ1976-1977 ได้มีการปรับปรุงเวอร์ชันใหม่จาก SEQUEL เป็น SEQUEL/2 และภายหลังก็ได้เปลี่ยนแปลงชื่อเป็น SQL

ในปัจจุบันมีผู้ผลิตซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลขึ้นมามากมาย โดยใช้ทฤษฎีของ Dr. E.F. Codd เพื่อสร้าง ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ขึ้นมามากมาย

เริ่มแรกนั้น DB2 ถูกพัฒนามาเพื่อใช้งานกับเครื่อง ไอบีเอ็ม เมนเฟรม หลังจากนั้น (1990s) ได้มีการพัฒนาต่อเนื่องทำให้สามารถใช้งานกับแพลทฟอร์มอื่นๆ ได้ทั้ง MS. Windows Linux ต่างๆ ไอบีเอ็ม AIX Sun Solaris HP-UX ไอบีเอ็ม i/OS แต่ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา DB2 บนเครื่องเมนเฟรมกับแพลทฟอร์มอื่นนั้นแตกต่างกัน DB2 สำหรับเครื่องเมนเฟรมนั้นถูกพัฒนาโดยภาษา PL/S แต่ DB2 LUW (Linux/Unix/Windows) นั้นถูกพัฒนาโดยภาษา C++ แต่โดยรวมแล้ว DB2 จะมีการแชร์ฟังก์ชันและ Common Archictecture ร่วมกัน กลางยุค 1990s ไอบีเอ็ม ได้มีการพัฒนา DB2 Parallel Edition ขึ้นภายใต้แนวความคิด Shared Nothing Architecture เพื่อรองรับการขยายตัวของฐานข้อมลขนาดใหญ่ โดยสามารถทำการกระจายข้อมูลต่างๆ ไปยังเครื่อง DB2 Server หลายๆ เครื่องได้ หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาเรื่อยมาและมีการเปลี่ยนชื่อเป็น DB2 Extended Enterprise Edition (DB2 EEE) และในปัจจุบัน ไอบีเอ็ม เรียกความสามารถในส่วนนี้ว่า Data Partitioning Feature (DPF) ซึ่งเป็นส่วนเสริม (option) ซึ่งต้องใช้งานร่วมกับ DB2 Enterprise Edition ปี 2006 ทาง ไอบีเอ็ม ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนของ XML ทำให้ DB2 สามารถจัดเก็บข้อมูล XML ในลักษณะ "natively" โดยมีการพัฒนา Database Engine เพิ่มเติมสำหรับจัดการข้อมูล XML โดยเฉพาะเรียกว่า (PureXML) ซี่งในโหมดนี้ XML data จะถูกจัดเก็บในลักษณะที่เป็น XML จริงๆ ไม่ใช่ CLOB (Character Large Object) หรือ relation data ทำให้มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงดีขึ้น

รุ่นของผลิตภัณฑ์

รุ่นของผลิตภัณฑ์นั้นแบ่งตามความเหมาะสมในการใช้งาน ได้แก่ เวอร์ชันคอมมิวนิตี้ (ฟรี) และ เวอร์ชันการค้า ความแตกต่างคือเวอร์ชันคอมมิวนิตี้นั้นสามารถนำไปใช้งานได้ฟรีแต่ขาดการสนับสนุนหรือการช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น (ต้องซื้อบริการหลังการขายเพิ่ม)

  • ไอบีเอ็ม DB2 for z/OS
  • ไอบีเอ็ม DB2 Data Warehouse Edition
  • ไอบีเอ็ม DB2 Enterprise Edition
  • ไอบีเอ็ม DB2 Workgroup Edition (จำกัดการผลประมวลผลที่ CPU ไม่เกิน 4 cores)
  • ไอบีเอ็ม DB2 Express Edition (ใช้ได้เฉพาะ MS.Windows and Linux เท่านั้น และจำกัดการผลประมวลผลที่ CPU ไม่เกิน 2 cores และหน่วยความจำไม่เกิน 4 GB)
  • ไอบีเอ็ม DB2 Personal Edition
  • ไอบีเอ็ม DB2 Express-C Edition (สามารถดาว์นโหลดไปใช้ได้ฟรี ใช้ได้เฉพาะ MS.Windows and Linux เท่านั้น และจำกัดการประมวลผลจำนวน CPU ไม่เกิน 2 cores และหน่วยความจำได้ไม่เกิน 2 GB)

 

การแข่งขัน 

คู่แข่งของ ไอบีเอ็ม DB2 ในเชิงของระบบฐานข้อมูลทั่วไป เช่น Oracle Microsoft SQL Server Sybase MySQL และอื่นๆ ในเชิงของระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาก (Data Warehouse) เช่น TeraData และอื่นๆ ในเชิงของระบบฐานข้อมูลสำหรับเครื่องเมนเฟรม เช่น CA-DATACOM, ADABAS และอื่นๆ

 

ข้อมูลในเชิงเทคนิค 


การบริหารจัดการ ไอบีเอ็ม DB2 นั้นสามารถทำได้ผ่าน 2 ช่องทางคือ command-line หรือ Graphic User Interface (GUI) ที่เรียกว่า DB2 Control Center ซึ่งสามารถใช้บริหารจัดการ DB2 ได้ทุกเอดิชั่นและเนื่องจาก Control Center นั้นถูกพัฒนาโดย JAVA จึงทำให้สามารถทำงานได้หลายแพลทฟอร์ม DB2 สนับสนุนการใช้คำสั่งทั้ง SQL และ XQuery ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสามารถพัฒนาโปรแกรมผ่าน APIs ต่างๆ ดังนี้ APIs for .NET CLI, Java, Python,Perl, PHP, Ruby, C++, C, REXX, PL/I, COBOL, RPG, FORTRAN, และภาษาอื่นๆ การพัฒนา DB2 แอปพลิเคชันนั้น สามารถพัฒนาผ่าน Eclipse หรือ Visual Studio .NET และอื่นๆ ได้

 

กลุ่มผู้ใช้งาน


IDUG (International DB2 Users Group), เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ใช้งาน DB2 ในลักษณะที่ไม่แสวงหาผลกำไร ผู้ใช้ DB2 สามารถหาความรู้ต่างๆ จาก IDUG ได้ทั้ง เรื่องการศึกษา การแก้ปัญหา ตัวอย่างโปรแกรม และอื่นๆ

 

ที่มา: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


 

ข่าว: ไอบีเอ็มเปิดตัวซอฟต์แวร์ ดีบีทู เวอร์ชั่นใหม่ เสริมกำลังองค์กรลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ รับมือเศรษฐกิจขาลง

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลดีบีทู เวอร์ชั่น 9.7 ปลดปล่อยองค์กรจากพันธนาการของซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลที่ใช้อยู่เดิม เพิ่มทางเลือกในการลดค่าใช้จ่าย และช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้แบบก้าวกระโดด

กรุงเทพฯ 16 มิถุนายน 2552.. บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล ดีบีทู (DB2) เวอร์ชั่น 9.7 ใหม่ เน้นการช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ประหยัดเวลาในการจัดการข้อมูลและประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการจัดเก็บ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายที่องค์กรต้องเสียไปกับการใช้ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลอื่น ๆ ที่มีราคาสูง และช่วยองค์กรรับมือกับความท้าทายรอบด้านในสภาวะเศรษฐกิจขาลงในปัจจุบัน

กว่า 26 ปีที่ผ่านมา ซอฟต์แวร์ดีบีทูของไอบีเอ็มได้รับการยอมรับในวงกว้างให้เป็นซอฟต์แวร์จัดการระบบฐานข้อมูล (Relational Database) ชั้นนำของโลก และมีบทบาทอย่างยิ่งทางด้านนวัตกรรมที่สำคัญ ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดาต้าแวร์เฮาส์ (Data Warehousing) บิสิเนส อินเทลลิเจนท์ (Business Intelligence) คอนเทนท์ แมเนจเมนท์ (Content Management) ภาษาเอสคิวแอล (SQL Language) หรือเทคโนโลยีในด้านการเรียกใช้ข้อมูลแบบอัจฉริยะ (Query Optimization) เป็นต้น นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ดีบีทูยังมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อธุรกิจทั้งหน่วยงานและองค์กรธุรกิจชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน การธนาคาร ธุรกิจประกันภัย โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น
 
ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น มีผลทำให้ปริมาณข้อมูลโดยเฉพาะในองค์กรมีการเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเงาตามตัว จากผลการวิจัยโดยไอบีเอ็มที่ผ่านมาพบว่า ปัจจุบันมีข้อมูลเพิ่มขึ้นทั่วโลกกว่า 15 เพทาไบท์ทุกวัน ซึ่งการเติบโตนี้มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่หลายองค์กรต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการจัดการและการจัดเก็บข้อมูล ค่าใช้จ่ายด้านการจัดการระบบและพื้นที่จัดเก็บ หรือค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เป็นต้น นอกจากนี้ กอปรกับปัญหาของสภาวะเศรษฐกิจขาลงในปัจจุบัน ทำให้องค์กรหลายแห่งจำต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ทำให้องค์กรหลายแห่ง นอกจากต้องเผชิญกับความท้าทายกับความจำเป็นต่อการจัดการกับปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีชั้นเยี่ยมมาช่วยองค์กรบริหารจัดการแล้ว ยังต้องช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบ ซึ่งอาจรวมถึงค่าใช้จ่ายที่มาจากการใช้ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลอื่น ๆ ด้วย

ด้วยโจทย์และความท้าทายดังกล่าวนี้เอง ไอบีเอ็มจึงมุ่งมั่นพัฒนาซอฟต์แวร์ดีบีทู เวอร์ชั่น 9.7 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเสริมกำลังองค์กรธุรกิจในการเพิ่มประสิทธิภาพ และประหยัดเวลา รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายสำคัญ ๆ เพื่อรับมือเศรษฐกิจขาลง โดยดีบีทู เวอร์ชั่น 9.7 มาพร้อมกับความสามารถอันโดดเด่น อาทิเช่น

  • ฟังก์ชั่นที่เปิดโอกาสให้ดีบีทูสามารถทำงานบนเทคโนโลยีหรือภาษาของซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาษาพีแอล/เอสคิวแอล (PL/SQL) เอสคิวแอล/พีเอสเอ็ม (SQL/PSM) หรือ เจดีบีซี (JDBC) เป็นต้น ซึ่งฟังก์ชั่นดังกล่าวนี้เอง เปิดโอกาสให้องค์กรสามารถใช้ดีบีทูเวอร์ชั่นใหม่แทนซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลอื่นที่ใช้อยู่เดิมได้ทันที อีกทั้งยังได้รับความคุ้มค่ามากกว่าด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าอีกด้วย
  • ความสามารถในการบีบอัดข้อมูลขั้นสูง (Data Compression Technology) เทคโนโลยีดังกล่าวในดีบีทู เวอร์ชั่นใหม่นี้ ช่วยลดปริมาณพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในอุปกรณ์สตอเรจลงได้อย่างมหาศาล ซึ่งช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการทำงานของระบบจัดเก็บข้อมูล รวมทั้งยังทำให้ทีมงานที่บริหารจัดการข้อมูลในองค์กรทำงานง่ายขึ้นอีกด้วย
  • การรองรับเทคโนโลยีทางด้านเอ็กซ์เอ็มแอล (Extensible Markup Language – XML) อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยความสามารถของดีบีทู เวอร์ชั่นใหม่ที่สนับสนุนเทคโนโลยีเอ็กซ์เอ็มแอล (pureXML) นี้เอง ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร สามารถทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

นางเจษฏา ไกรสิงขร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ด้วยประวัติศาสตร์กว่า 26 ปีของซอฟต์แวร์ดีบีทู ไอบีเอ็มมีความภาคภูมิใจที่ซอฟต์แวร์ของเราได้มีบทบาทต่อเทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูลของโลกและมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จขององค์กรชั้นนำหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ” นอกจากนั้น นางเจษฏา ยังกล่าวเสริมอีกว่า “อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะเศรษฐกิจขาลงในปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งจำต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ไอบีเอ็มเชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีและความสามารถที่มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ดีบีทูเวอร์ชั่น 9.7 นี้ จะมีโอกาสต่อยอดความสำเร็จในการนำพาองค์กรบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดเวลา ค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลผลิต รวมทั้งประสิทธิภาพการทำงาน เหมือนที่ดีบีทูเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ได้เคยทำไว้กับองค์กรชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก”

นอกเหนือจากการเปิดตัวซอฟต์แวร์ดีบีทู เวอร์ชั่น 9.7 แล้ว ไอบีเอ็มยังเปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษที่ผนวกไอบีเอ็ม เพาเวอร์ ซิสเต็มส์ (Power Systems) เซิร์ฟเวอร์ เข้ากับดีบีทู เวอร์ชั่นใหม่ด้วย โดยลูกค้าที่ซื้อเซิร์ฟเวอร์ ไอบีเอ็ม เพาเวอร์ ซิสเต็มส์ จะได้รับซอฟต์แวร์ดีบีทู เอ็กซ์เพรส (DB2 Express) ฟรี หรือลูกค้าที่ซื้อซอฟต์แวร์ ดีบีทู เวิร์คกรุ๊ป (DB2 Workgroup) สามารถรับเซิร์ฟเวอร์ ไอบีเอ็ม เพาเวอร์ ซิสเต็มส์ ไปได้ฟรี โปรโมชั่นดังกล่าวมีตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 มิถุนายน ศกนี้ เท่านั้น

รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ดีบีทู เวอร์ชั่น 9.7 ติดต่อบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด โทรศัพท์ 1 800 611 2868 (โทรฟรี) หรือเข้าไปที่ www.ibm.com/db2, www.ibm.com/breakfree

รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดีบีทู 26 ปี สามารถเข้าไปที่ http://www-01.ibm.com/software/data/db2/25th-birthday/?wm=7115001f1779&cm_sp=ZZ999-_-SWB00-_-1779&weight=30.0

 

Tags: ibm d2b software


 

Last Updated on Tuesday, 06 October 2009 23:20
 
RFID ชิปอัจฉริยะ..RFID Solution for Neo-Industry Sector PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Saturday, 15 August 2009 10:54

RFID ชิปอัจฉริยะ

 

Source: LogisticsDigest   
Date   : 06-Aug-09
Magazine - Issue  : August 2009
พลิกโฉมระบบโลจิสติกส์-ซัพพลายเชน
ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจับตามองเทคโนโลยี RFID หวังพลิกโฉมการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน กูรูชี้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกแต่ยังไม่แทนที่บาร์โค้ดในเร็ววัน เหตุต้นทุนยังสูง-ผู้ใช้งานน้อย เผยตลาด RFID ไทยมีศักยภาพสูงโต 30% ต่อปี ส่วนระดับโลกอยู่ระดับ 1 แสนล้านบาท 

นับวันเทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) หรือเทคโนโลยีการระบุข้อมูลที่แสดงเอกลักษณ์ของวัตถุหรือบุคคลด้วยคลื่นความถี่วิทยุยิ่งได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายฝ่ายจับตามองว่า จะช่วยยกระดับการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพราะเมื่อ RFID เชื่อมต่อเข้ากับระบบการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม (Enterprise Resource Planning: ERP) ของคู่ค้าในระบบซัพพลายเชน จะทำให้มองเห็นความเคลื่อนไหวของสินค้าในซัพพลายเชนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
 
หัวใจสำคัญและประโยชน์หลักในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในวงการอุตสาหกรรม คือเป็นตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด ลดขั้นตอน ลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ และขยายขอบข่ายถึงสามารถบริหารระบบซัพพลายเชนทั้งระบบอีกด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากจุดเด่นของ RFID ที่แตกต่างกับบาร์โค้ด คือสามารถอ่านค่าได้อัตโนมัติแบบไร้สัมผัส อ่านค่าได้ในระยะไกลด้วยความเร็วสูงและสามารถอ่านได้คราวละมากๆ มี Serial number ของสินค้าแต่ละชิ้น สามารถเขียนข้อมูลเพิ่มเติมในชิปได้ และมีความปลอดภัยสูงเพราะเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 
    
อย่างไรก็ดี แม้ RFID เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก แต่ต่อประเด็นที่ว่า RFID จะเข้ามามีบทบาททดแทนบาร์โค้ดหรือไม่ และปัจจุบันเป็นเวลาของ RFID แล้วหรือยังนั้น กูรูในวงการต่างให้ความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า RFID น่าจะเป็นเทคโนโลยีทางเลือกมากกว่าการเข้ามาทดแทนบาร์โค้ด เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้นิ่ง ประกอบกับทั้ง RFID และบาร์โค้ดต่างมีจุดเด่น-จุดด้อยที่แตกต่างกัน การพิจารณาใช้งานต้องดูถึงความจำเป็น ความเหมาะสม และประโยชน์ที่จะได้รับด้วย  
    
สำหรับการใช้งาน RFID ในภาคอุตสาหกรรม-การค้าในปัจจุบัน ในระดับโลกที่เห็นตัวอย่างชัดเจนคือห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่วอล-มาร์ทที่จะประกาศทดลองใช้ RFID ในระดับรายสินค้าแล้วในปี 2553 นี้ ซึ่งจากที่ทดลองใช้ติดในระดับพาเลทตั้งแต่ปี 2548 พบว่า ช่วยลดปัญหาสินค้าขาดและเสียโอกาสในการขายสินค้าได้กว่า 10%
    
ส่วนประเทศไทย นำมาใช้งานในด้านต่างๆ  เช่น การบริหารคลังสินค้า การผลิตในโรงงาน การติดตามสถานะสินค้าระหว่างการขนส่งในรูปแบบ Electronic Seal (e-Seal) ใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับของอุตสาหกรรมอาหาร (Traceability) งานด้านเกษตรและปศุสัตว์ สาธารณสุข เป็นต้น
    
สำหรับอัตราการเติบโตและมูลค่าการตลาดของเทคโนโลยี RFID ในประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI) ระบุว่า ตลาดมีศักยภาพสูง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี โดยในปี 2551 มีมูลค่าการตลาด 1,850 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2552 นี้จะมีอัตราการเติบโตที่ 30% เช่นกัน สำหรับมูลค่าในตลาดโลกคาดว่าอยู่ในระดับ 1 แสนล้านบาท   

ที่มา: http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=2789&Itemid=73


 

RFID Solution for Neo-Industry Sector

Source: LogisticsDigest   
Date   : 16-Jul-09
Magazine - Issue  : July 2009
การลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการนำระบบนวัตกรรม RFID มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์เพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ และกระจายสินค้า เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเชิงเวลา และประหยัดต้นทุน โดยปัจจัยสำคัญจะต้องนำระบบโลจิสติกส์ที่เป็นกายภาพไปสู่ระบบที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า e-Logistics มาประยุกต์ใช้ในด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง (Warehouse and Inventory Management)
    
โดยเทคโนโลยีที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในระยะนี้ น่าจะได้แก่ การนำระบบ RFID มาใช้ในการควบคุมสินค้าคงคลัง การขนส่งทางไกล รวมไปถึงการกระจายสินค้า เช่น ระบบการกระจายสินค้าในร้านค้าปลีกประเภทเมกะสโตร์ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ เนื่องจาก RFID ซึ่งเป็นนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้า การแทรคกิ้ง (Tracking) การจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งเชื่อมโยงกับซอฟท์แวร์ก็สามารถเติมเต็มจำนวนของสินค้าที่เรียกว่า e-Fulfillment หรือนำไปใช้ในกระบวนการผลิต ที่เรียกว่า Lean และระบบการส่งมอบแบบ Kanban ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่มีสินค้าคงคลังต่ำ
   
 เห็นได้ว่า นวัตกรรม RFID จะเป็นความจำเป็นของภาคการผลิตและการค้าในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
RFID หรือ Radio-frequency identification คือ ระบบเก็บข้อมูลลงบน Tag Electronics เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคำนวณ และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งส่งกำลังด้วยคลื่นแม่เหล็ก หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แทนการสัมผัสทางกายภาพ โดยมีการคาดการณ์กันว่าเทคโนโลยีดังกล่าว จะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ และการใช้ชีวิตประจำวันในระดับเดียวกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ อี-คอมเมิร์ส  (e-commerce) เช่น การค้าปลีก การค้าส่ง การผลิต การรักษาความปลอดภัย การทดแทนระบบบาร์โค้ด บัตรพนักงาน และบัตรโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น
    
นอกจากนี้ RFID จัดเป็นนวัตกรรมใหม่ในการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศให้สามารถขับเคลื่อนกระบวนการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ให้เกิดประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายข้อมูลเพื่อก่อให้เกิดกระบวนการไหลลื่นของการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ การรวบรวม การจัดเก็บ และการกระจายสินค้า ตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมต้นน้ำ ไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง จนสินค้านั้นได้มีการเปลี่ยนสภาพเป็นสินค้าสำเร็จรูป และได้มีการส่งมอบไปจนถึงผู้บริโภค ปัญหาของการจัดการระบบโลจิสติกส์ที่ผ่านมา ก็คือการบ่งชี้สถานภาพของตัวสินค้า รายละเอียดของสินค้าและสถานะการส่งมอบ ถึงจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา ก็จำเป็นต้องอาศัยการทำงานของคน ซึ่งนอกจากการทำให้มีความล่าช้าและยังก่อให้เกิดการผิดพลาดในลักษณะที่เป็น Human Error
    
ในช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost Push) อันเกิดจากวิกฤติราคาน้ำมัน การลงทุนในระบบ RFID จึงจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการที่จะลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการค้าปลีก
 
RFID เป็นระบบอัจฉริยะภายใต้ Nano Technology ที่กำลังจะมีบทบาทเข้ามาแทนที่ระบบบาร์โค้ด โดยระบบนี้จะใช้ระบบคลื่นของความถี่วิทยุ มาช่วยในการอ่านรหัสและข้อมูลของสินค้าหรือข้อมูลของฉลากได้โดยไม่ต้องมีการสัมผัส ในขณะที่สินค้ายังเคลื่อนไหวพร้อมกันได้คราวละหลายชิ้น (Tag) โดย RFID จะสามารถอ่านข้อมูลได้รวดเร็ว ด้วยความเร็วสูง และยังสามารถอ่านค่าของสินค้านั้นได้แม้จะอยู่ในระยะไกล โดยส่วนประกอบใน RFID จะมีส่วนประกอบหลักๆ สำคัญ คือ Tag หรือฉลาก ซึ่งจะติดอยู่กับตัวสินค้า โดยฉลากหรือ Tag จะมี Transceiver ซึ่งจะเป็นเครื่องอ่าน (Reader) โดยหน้าที่หลักของเครื่องอ่านจะสามารถเชื่อมต่อด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งมีทั้งการรับ-ส่งสัญญาณวิทยุและส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์ในการถอดรหัสสินค้า Decoding
    
โดยระบบ RFID ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาไปมากจนถึงขั้นที่เป็น RFID จะมี Digital Chip ซึ่งมีขนาดเล็ก แต่มีขีดความสามารถในการเก็บข้อมูล และส่งสัญญาณวิทยุแม้แต่ในที่ปิดทึบ โดยสามารถนำไปใช้ร่วมกับระบบ XML / Internet ก็สามารถที่จะถอดรหัสทางไกลเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ปลายทาง ทำให้ผู้รับสินค้าสามารถรู้ล่วงหน้าถึงรายละเอียดของสินค้า , แหล่งที่ผลิต และสินค้ากำลังขนส่งอยู่ตรงส่วนใดของโลก รวมถึงคุณสมบัติอื่นๆ ซึ่งระบบบาร์โค้ดทำไม่ได้ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จะเป็นนวัตกรรมในการสนับสนุนระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งและรับข้อมูลข่าวสาร รวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (Security and Access Control) ในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศ โดยเฉพาะประเทศซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อการร้ายข้ามประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา  สหภาพยุโรป ฯลฯ
    
ดังนั้น การส่งสินค้าออกด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ในอนาคตอันสั้นๆ นี้ ระบบ RFID จะเข้ามามีบทบาทในฐานะเป็น Electronic Seal ซึ่งติดอยู่ที่ตู้คอนเทนเนอร์ในการแสดงสถานะ (Status) ซึ่งจะทำให้ผู้รับสินค้าและผู้ส่งสินค้าสามารถใช้ในการติดตาม Tracking การเดินทางของสินค้าในระยะทางไกล เช่น การขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดี RFID ยังสามารถประยุกต์ใช้ในงานที่เกี่ยวกับซัพพลายเชน เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตแห่งอนาคต (Neo Industries) ไม่ว่าจะเป็นระบบการค้าปลีก การค้าส่ง ระบบการผลิต รวมถึง การขับเคลื่อนทางโลจิสติกส์ โดยสามารถนำ RFID มาประยุกต์ในระบบ Production Line Automation เพื่อรับทราบข้อมูลการผลิตและการควบคุมคุณภาพได้ตลอดเวลา ซึ่งสินค้าที่ติด RFID Tag เมื่อผ่านสายพานลำเลียงของระบบการผลิตในโรงงาน ส่งผลให้แต่ละหน่วยงานจะรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร สินค้าอะไร จำนวนเท่าใด จะต้องส่งไปที่ไหน ส่งให้ใคร และเมื่อใด ซึ่งก่อให้เกิดการส่งมอบที่เป็น Just in Time Delivery 
      
RFID ยังสามารถนำไปใช้จนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย เช่น ลูกค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยผู้ซื้อสินค้าเพียงหยิบใส่รถเข็นและเดินผ่านเครื่องถอดรหัสก็สามารถที่จะคิดเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยิบสินค้าทีละชิ้นมาผ่านแสงบาร์โค้ด เช่น ห้าง "วอล์ล มาร์ท" ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้มีการนำ RFID มาใช้ตั้งแต่ปี 2005 รวมถึงได้นำมาเชื่อมเครือข่ายกับ Suppliers ทั่วโลกเริ่มตั้งแต่เมื่อลูกค้าได้หยิบสินค้าออกจากชั้นวางของ   RFID จะส่งสัญญาณไปยังศูนย์รวมเพื่อประมวลข้อมูลสินค้าคงเหลือกับ Safety Stock หลังจากนั้นก็จะส่งใบสั่งซื้อ Order Online  ไปยังคู่ค้า Supplier เพื่อให้ผลิตและส่งมอบสินค้ามาทดแทน ซึ่งระบบนี้ก็จะเริ่มมีการใช้แพร่หลายในห้างสรรพสินค้าหลายแห่งของโลก
   
ทั้งนี้  RFID จะส่งเสริมต่อประสิทธิภาพของ VMI หรือ Vendor Managed Inventory คือ การจัดการควบคุมปริมาณการรับสินค้าจากคู่ค้าให้สอดคล้องกับการผลิตและการส่งมอบ ทำให้ช่วยลดต้นทุนและทำให้การส่งมอบเป็นแบบ Real Time โดยระบบนี้สามารถเชื่อมโยงไปสู่การสั่งซื้ออัตโนมัติ ทำให้ลดเวลาและภาระในการจัดซื้อหรือ Reorder ในการลดสินค้าคงคลัง
    
นับว่า RFID จะเป็นนวัตกรรมใหม่ของอนาคตในการแก้ปัญหาและหรือหาคำตอบ (Solution) ในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ทำให้ระบบโซ่อุปทานโลจิสติกส์กลายเป็นเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็น "e-supply chain" อย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี RFID จะมีความจำเป็นต่อการบริหารการจัดการซัพพลายเชนของภาคอุตสาหกรรมการผลิต (Industries Sector) ในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.ธนิต โสรัตน์
ประธานกรรมการ V-SERVE GROUP
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

ที่มา: http://www.logisticsdigest.com/index.php?option=com_content&task=view&id=2739&Itemid=73

 

 
« StartPrev123NextEnd »

Page 1 of 3

bottom

Copyright(C) 2009 Pro-Line Group of Companies. Powered by ProSoft.